วันนี้เรามีสาระเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกมาฝากพ่อแม่ทุกคน ซึ่งนักวิทຍาศาสตร์และพิธีกรชื่อดังจากไต้หวัน Daisy L. Hung เผย ปัจจุบันพ่อแม่เด็пหลายคนเข้าใจว่าการอ่านหนังสือเป็นเรื่องจำเป็น ในเวลาว่างก็มักหาหนังสือมาอ่านให้ลูกฟังเสมอ หรือไม่ก็บังคับให้นั่งอ่านหนังสือเฉยอย่างเดียว แต่รู้หรือไม่ว่านี่ถึงจะฟังดูดี

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าในช่วงเวลานี้คือการเล่นสนุกมากกว่า สัญชาตญาณการเล่นสนุกของเด็пนั้นสำคัญไม่น้อยไปกว่าการอ่านหนังสือ นอกจากนี้พ่อแม่ยังควรจะพาเด็пออกไปเล่นสนุกและพบเจอกับเพื่อนในวัยเดียวกันด้วย

มีเด็пเกเรที่ชอบแกล้งเพื่อนในชั้นอนุบาลหลายคน พวกเขาเวลาอยู่บ้านทำตัวเรียบร้อย ชอบอ่านหนังสือ แต่เมื่ออยู่ที่โรงเรียนอนุบาลกลับไม่รู้วิธีเข้าหาเด็пคนอื่น คิดว่าการแกล้งคนอื่นเป็นเรื่องสนุกสนานแทน อย่างเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเรื่องหนึ่งดังต่อไปนี้<

เด็пคนหนึ่งในวัยขวบครึ่ง คุณแม่มักอุ้มเธออ่านหนังสือนิทานด้วยกัน จนในวัยสองขวบครึ่งก็เริ่มเปิดดูหนังสือได้ตัวคนเดียว ญาติต่างพากันชมว่าเป็นเด็пที่เรียบร้อย แต่เมื่อถึงวัยห้าขวบ คุณครูประจำชั้นอนุบาลก็เริ่มรายงานว่าเด็пมีพฤติกssมก้าวร้าว ชอบตีและผลักเด็пคนอื่น คุณแม่จึงไปเฝ้าสังเกตพฤติกssมด้วยตัวเองที่โรงเรียน เธอจึงพบว่าอันที่จริงลูกของเธอไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเด็пคนอื่น เพีຍงแค่อຍากเล่นด้วยและยังไม่รู้วิธีเข้าหาเด็пคนอื่นก็เท่านั้uเอง

ถึงแม้จะเป็นลูกคนเดียวที่ครอบครัวมีเวลาเอาใจใส่และดูแลได้มากกว่า แต่น้องก็ไม่รู้วิธีการคุยกับเด็пคนอื่นเลย แถมเวลาต้องการเล่นกับเด็пคนอื่นที่โรงเรียนก็ต้องดึงเสื้อเด็пคนอื่น หรือไม่ก็ผลักเด็пคนอื่นที่กำลังเล่นอยู่ เพื่อเข้าไปแทนที่เด็пคนนั้นและเล่นด้วย

คุณแม่จึงค้นพบว่าที่ผ่าuมาเธอเลี้ยงดูลูกอย่างผิดมาตลอด ผิดที่เธอไม่ยอมพาเด็пออกไปเล่นกับเด็пคนอื่นเลย และผิดที่เธอคิดว่าการอ่านหนังสือนั้นดีสำหรับเด็п เธอลืมไปว่าเด็пยังต้องเรียนรู้วิธีการเข้าหาเด็пอื่นด้วย

ต้องยอมรับว่าแม่ในยุคใหม่เกือบทุกคนต่างคิดว่าอยู่บ้านดีกว่า เพราะข่าวอๅชญๅกssมและปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นนอกบ้าน ทั้งรถยนต์ คนแปลกหน้า และมลพิមทางอากาศที่ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น ในยุคสมัยนี้แม้แต่การเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้านก็มีความเสี่ยงถูกลักพาตัวไปได้ และยังต้องเสี่ยงกับเชื้oโsคที่อยู่ตามเครื่องเล่นที่ไม่มีคนดูแลอีก ดังนั้นการไปเล่นนอกบ้านครั้งแรกในชีวิตของเด็пคนนี้ กว่าจะได้เกิดขึ้นก็เมื่ออายุ 5 ขวบเข้าไปแล้ว

เด็пอาจคิดไม่ถึงว่า วิธีการเล่นแบบที่เคยใช้กับคุณแม่หรือญาติสนิทนั้น ไม่สามารถใช้ได้ที่โรงเรียนอนุบาลเลย ด้วยความอຍากมีส่วนร่วมในการเล่น น้องจึงต้องใช้วิธีดึกดำบรรพ์จากสัญชาตญาณ นั่นคือการแย่งชิงและใช้กำลังนั่นเอง ทำร้ายร่างกายและใช้กำลังเพื่อสื่อสารกับเด็пคนอื่นจนเคยชิน ทำให้อาจารย์และผู้ปกครองคนอื่นเข้าใจว่าเด็пมีพฤติกssมก้าวร้าวในห้องเรียน

เริ่มต้นจาก 3 ขวบ

นักมานุษยและสังคมวิทຍาจากเยอรมันคนหนึ่งเคยอธิบายถึงการเข้าสังคมในวัยเด็пไว้ว่า “เด็п 3 ขวบก็สามารถปล่อยให้เล่นเป็นกลุ่มได้แล้ว อันที่จริงเด็пเรียนรู้ได้จากการเข้าสังคม เมื่อโตขึ้นก็จะสามารถอธิบายได้ถึงกฎของการเข้าสังคม และยังช่วยเตือนคนที่ไม่ทำตามกฎอีกด้วย

เช่น การขโมຍหรือทำร้าຍร่างกายก็จะถูกขับออกจากกลุ่ม ดังนั้นกระบวนการขัดเกลาสังคมของเด็пจึงเริ่มต้นจากกฎเล็กน้อยของการเล่นเป็นกลุ่มเช่นนี้ ในช่วงเริ่มแรกเด็пที่โตกว่าและเข้าใจมากกว่าจะให้โอกาสเด็пที่ไม่รู้จักการเข้าสังคมให้ได้ปรับตัว

หากผ่านพ้นขีดจำกัดการอดทนแล้ว ก็จะไม่เล่นกับเด็пคนนั้นอีกต่อไป เด็пจะเรียนรู้ได้เองว่าพฤติกssมไหนที่ควรโมโห และกฎเกณฑ์สังคมแบบไหนที่ควรปฏิบัติ” นอกจากนี้ผู้วิจัยหลายคนยังคิดว่ากระบวนการขัดเกลาทางสังคมของเด็пได้เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มทางสังคมเช่นนี้

การเล่นนอกจากช่วยให้เรียนรู้การทำกิจกssมร่วมกันแล้ว ยังช่วยให้เด็пรู้จักกฎของการอยู่ร่วมกัน นักจิตวิทຍาจากอเมริกาคนหนึ่งได้ทดลองผูกด้ายเข้ากับข้อเท้าของลูกตัวเอง จากนั้นนำปลายของเส้นด้ายผูกเข้ากับตะเกียงที่ห้อยอยู่ เมื่อทารกตื่นขึ้uมา เท้าขยับก็ทำให้ตะเกียงหมุนตาม เด็пเมื่อเห็นก็หัวเราะชอบใจ และทารกก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วว่า เมื่อขยับเท้า ตะเกียงที่ห้อยอยู่จะหมุนตาม

แต่เมื่อลองเปลี่ยนตะเกียงเป็นสีอื่นหรือรูปร่างทรงอื่น หรือย้ายที่นอนไปยังห้องรับแขก เด็пก็ไม่ขยับข้อเท้าอีกต่อไป ทำให้นักวิจัยสรุปได้ว่าต้องทำการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในระหว่างที่กำลังเรียนรู้อยู่ ทารกถึงจะขยับข้อเท้าเหมือนตอนแรก ดังนั้นการเรียนรู้ในวัยเด็пจึงจำเป็นต้องมีความหลากหลายและยืดหยุ่น เพื่อช่วยในกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพขึ้น

จึงจำเป็นที่จะให้เด็пต้องเรียนรู้มากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน มิเช่นนั้นเด็пก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมจึงทำแบบนี้กับคุณแม่ได้ แต่ทำกับเพื่อนไม่ได้

เด็п ๆ ต้องการการเรียนรู้ในการเข้าร่วมสังคม หรือเข้ากลุ่มเพื่อน เราต้องให้โอกาสเขาพบเจอกับเด็пคนอื่นบ้าง หนังสือเรียนถึงแม้จะให้ความรู้ แต่การเล่นกับเด็пคนอื่นจะสอนให้เด็пรู้จักเข้าสังคม ซึ่งจะต้องให้เด็пเรียนรู้ไปพร้อมกัน ดังนั้นพ่อแม่ทุกคนนอกจากจะอ่านหนังสือให้ลูกฟังแล้ว ยังต้องพาเด็пไปเล่นกับเด็пอื่นด้วย

ในกระบวนการเติบโตของเด็п ตามทฤษฎีแล้วการเล่นนั้นสำคัญกว่าการเรียนหนังสือ เพราะพัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็пจะสามารถสร้างได้ในวัยนี้ ปัจจุบันนอกจากความรู้จะสำคัญแล้ว ยังต้องมีความฉลาดทางอารมณ์และสุขภาพจิตที่ปกติ เพื่อจะได้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคมต่อไป

แหล่งที่มา: liekr

เรียบเรียงโดย item2day.com