อย่าบ้างาน จนไม่มีเวลาให้ครอบครัว เรื่องนี้เขียนเตือนสติได้ดีมาก

150

เคยคิดไหม ว่าการทำ งาน ได้เยอะมากขึ้น หรือเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้วจะดี อย่างเช่นประเทศที่ครองแชมป์ที่มีคนบ้างานมากที่สุดในโลกนั้นคือ “เม็กซิโก” ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ แต่เวลาทำงานเฉลี่ยนั้นเกือบ 10 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว!

เดี๋ยวนี้บางคนยอมสละเวลาใช้ชีวิตส่วนตัวเพื่อที่จะทำงานให้มากขึ้น เพราะต้องการให้งานออกมามีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมันก็ดีนะที่ทุ่มเทกับงาน แต่อะไรที่มากเกินไปก็จะเกิดผลเสียได้ถูกมั้ยครับ? เพราะฉะนั้นนี่คือ 5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณเป็นคนบ้างาน ถ้าคุณเป็น 1 ใน 5 ข้อนี้แล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณเข้าข่ายของการเป็นคนบ้างานแล้วล่ะ

เมื่อทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่ายบนโลกที่แสนวุ่นวายใบนี้ไม่มี อะไรได้มาฟรี ๆ บางครั้งความสำเร็จก็ต้องแลกด้วยการสูญเสียบางอย่าง ใครที่กำลังบ้างาน หรือมีคนในครอบครัวที่ทำงานมากจนเกินไป อยากให้ลองดูไว้เป็นกรณีศึกษา

40 ปีที่แล้ว… ผมเริ่มต้นทำงานกับบริ ษัทการเงิน ที่ว่ากันว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก

35 ปีที่แล้ว… ผมแต่งงานกับผู้หญิงที่ผมรักที่สุดเราต่างสัญญาจะสร้างอนา คตร่วมกันเธอสนับสนุนผมอยู่ข้างหลัง     เพื่อให้ผมประสบค วามสำเร็จทางการงานตามที่ตั้งใจ

ในขณะที่การงานของผมก้าวหน้าไปมากอย่างรวดเร็ว

29 ปีที่แล้วเธอคลอดลูกชายคนแรกให้ผม ในขณะที่ผมติดประชุมที่ญี่ปุ่น ผมขอโทษเธอสัญญากับเธอว่าผมขอเวลา ทำงานอีกระยะเพื่อครอบครัว

ผมกลับเมืองไทย รับขวัญลูกและ ขอโทษ เธอด้วยตำแหน่งงานที่ก้าวหน้ากว่าเดิม ฝันของเราใกล้เป็นจริง

24 ปีที่แล้ว… เธอคลอดลูกสาวที่เราเฝ้ารอคอยผมได้เห็นหน้าลูกสาวแค่วันเดียวเพราะต้องเดินทางไปประชุมใหญ่ที่ต่างประเทศ

ผมสัญญาว่าผมจะทำงาน อีกไม่ นาน จากนั้นเวลาทั้งหมดɤองผมจะเป็นɤองครอบครัวตลอดไป สมกับที่เธอตั้งตารอ คอย

13 ปีที่แล้ว… หน้าที่การงานผมก้าวหน้าจนก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 2 ในแถบเอเชีย แต่เธอกลับɤอหย่าเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ที่   เธอบอกว่าผมไม่เคยให้เธอ (ผมเถียงว่าผมให้เธอทุกอย่าง)

เธอบอกว่า “ชีวิตคู่ไม่ได้ต้องการแค่ทรัพย์สินเงินทองจนเกินเก็บ หากแต่เป็นความอบอุ่น มั่นใจจากอ้อมกอดคนเป็นสามีเติมเต็มในคืนอ้างว้าง”

สุดท้ายเธอแยกทางไป ส่วนลูก ๆ ปู่กับ ย่าจะดูแลอย่างดีเหมือนกับที่เคยเลี้ยงผมมา

10 ปีที่แล้ว… ลูกชายคนโต ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เพื่อน ประสบอุบัติเหตุเສียชีวิต ผมบินกลับจากต่างประเทศทั้ง ๆ ที่มีงานสัมนาสำคัญ

แม่บอกว่าลูกชายเกเรเลี้ยงยาก ผมกอดลูกสาวบอกกับเธอว่าพ่อไม่ดีเองขอเวลาพ่ออีกนิดแล้วพ่อจะให้ทุกอย่าง

7 ปีที่แล้ว… ก่อนแม่สิ้นใจ แม่บอกกับผมว่า อย่าเอาแต่ทำงานจนลืมไปว่าลูกต้องการอ้อมกอดจากพ่อที่โหยหามานาน อย่าปล่อยให้เธอรอคอยอย่างเดียวดาย

5 ปีที่แล้ว… พ่อจากไปตามแม่ ญาติ ๆ พากันพูดคุยโดยที่ผมแอบได้ยินว่า พ่อตรอมใจที่แม่จากไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว กับเรื่องหลานสาว (ลูกสาวผม)

หนีตามผู้ชายข้างบ้านไปอยู่ทางใต้ แกเอาแต่โทษตัวเองว่า “ไม่มีปัญญาเลี้ยงหลานให้ดี” ขณะที่ผมมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานส่งเงินกลับบ้านให้ครอบครัว

ในที่สุดผมก็ก้าวสู่จุดสูงสุดในสายงาน ผมเป็นเบอร์หนึ่งในเอเชียแปซิกฟิคตามเป้าหมาย ผมมีทุกอย่างที่ต้องการ ผมประสบความสำเร็จเหนือใคร ๆ

แน่นอนไม่มีสิ่งใดได้มาฟรี ๆ การสูญเสียบางอย่างแลกกับความสำเร็จขนาดนี้มันช่างคุ้มค่า (จริงหรือ?)

3 ปีที่แล้วผมไปหาหมอเพราะเครียดจนนอนไม่หลับ หมอบอกว่าผมเป็นโรคซึมเศร้า ต้องกินยาตามสั่งให้ครบ น่าแปลกที่ผมมีครบทุกอย่าง

แต่กลับอ้างว้างอย่างที่สุด หาใครรักจริงไม่ได้สักคน มีแต่คนที่จ้องจะกอบโกยสิ่งที่ผมทุ่มเทหามาทั้งชีวิต

ไม่มีใครเหมือนพ่อแม่ภรรยาและลูก ๆ สักคนตอนนี้ผมเข้าใจสิ่งที่ภรรยาผมบอกตอนเธอจากไปแล้วแต่มันก็สายเกินไป

ไม่มีใครทนรอคอยยาวนานแบบนี้ได้หรอก ถึงตอนนี้ผมยอมแลกทุกอย่างที่หามาได้ กับการเป็นคนหาเช้ากินค่ำพออยู่พอกิน ขอแค่ให้ได้อยู่ร่วมกับทุกคนสักช่วงชีวิตหนึ่ง.. ได้โปรด

ไม่นานหลังจากนั้น ลูกสาวผมก็กลับมาหาผมที่บ้านอีกครั้ง เพราะไปไม่รอดกับแฟนหนุ่ม ผมจึงตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง ทั้งงาน เงินเดือน ฐานะ ชื่อเสียงที่สั่งสมมา

ต่อจากนี้ผมจะกลับมาชดเชยเยียวยาเวลา 40 ปี ที่ผมได้โกงครอบครัวมา อย่างน้อยผมก็ยังเหลือลูกสาวอยู่ ผมจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อจากนี้ เพื่อดูแลลูกสาวให้ดีที่สุด

 

แหล่งที่มา : rahuslub.com