สาวโรงงานสู้ชีวิต ก้าวสู่ อาชีพ ผู้พิพากษาด้วยตัวเอง ตั้งแต่อายุเพียง 27

    700

    วันนี้เราขอหยิบเอาตัวอย่างของผู้ที่เดินบนเส้นทาง อาชีพ ทรงเกียรติที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาให้ได้อ่านเป็นความรู้กัน ซึ่งหลายๆคนได้แಶร์บทความเกี่ยวกับเส้นทางการเป็นผู้พิพากษา ที่กว่าจะก้าวสู้อาชีพอันเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ต้องใช้ความเพียรพยายามและอุทิศตนเพียงใด

    โดยเป็นเรื่องของผู้พิพากษาหญิงท่านหนึ่งชื่อ “คุณลัดดาวรรณ หลวงอาจ” ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เคยไปออกอากาศรายการ เจาะใจ โดยเธอเล่าถึงเส้นทางชีวิตในการเป็นผู้พิพากษาไว้ว่า..

    เธอเป็นเกิดและเติบโตในจังหวัดเลย ที่บ้านยึดอาชีพทำไร่ข้าวโพดอยู่บนภูเขา คนในหมู่บ้านไม่ค่อยได้เรียนหนังสือกัน แต่ตัวเธอเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือ และฟังรายการวิทยุมาตั้งแต่เด็ก

    เมื่อเรียนจบชั้น ป.6 พ่อแม่ไม่ให้เธอเรียนต่อ เพราะต้องมาช่วยที่บ้านทำงาน แต่ด้วยความใฝ่เรียน เธอจึงขอร้องจนที่บ้านอนุญาตให้เรียนต่อ เธอจึงได้เรียนกศน.ทางไกลที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยต้องเดินทางจากหมู่บ้านไป 3 กิโลเมตร ขึ้นรถประจำทางไปที่หล่มเก่าเพื่อไปเรียนอีก 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเรียนอยู่ 1 ปี เธอก็ได้วุฒิ ม.3 มากอดสมใจ

    พอเรียนจบ เธอก็อยากไปหางานทำที่กรุงเทพฯ และอยากเรียนหนังสือต่อ ก็ไปขอที่บ้านและรับปากว่าจะส่งเงินมาให้พ่อแม่ทุกเดือน ก็เริ่มจากไปหางานที่สำนักงานจัดหางาน อำเภอด่านซ้าย เพื่อเข้ามาทำงานที่โรงงานปลาทูน่ากระป๋อง ในจังหวัดนครปฐม โดยทำหน้าที่เป็นพนักงานขูดปลา ยืนทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม

    ทำงานไปพร้อม ๆ กับการเรียน กศน.ด้วยตัวเอง ก็เลือกเรียนเฉพาะวันอาทิตย์ เวลาว่างทั้งหมด ก็ใช้ไปกับการอ่านหนังสือ ถ้าทำงานมาเหนื่อย ๆ พอได้อ่านหนังสือแล้วรู้สึกมีพลัง เหมือนมีโลกส่วนตัวของตัวเอง เวลาหาเงินได้ก็จะส่งให้พ่อแม่ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด

    เธอเล่าต่อว่าด้วยว่า บางครั้งเธอเกิดรู้สึกท้อ เรียนจบ กศน.แล้วไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ คิดกับตัวเองว่า คนที่จบปริญญาตรียังมีตกงานเลย เธอจึงมีความคิดที่อยากเรียนจบปริญญาตรี ในช่วงที่ท้อมาก ๆ ก็กลับบ้าน

    พอหายเหนื่อยก็เข้ามาในกรุงเทพฯ ทำงานก่อสร้าง, โรงงานอิเล็กทรอนิกส์, สมุทรปราการและโรงงานผลิตเครื่องแฟกซ์ ที่บางปะกง จนทำงานไปได้ระยะหนึ่ง เธอก็ตัดสินใจไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    โดยเธอเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ โดยปีแรก ลงทะเบียนเรียนตามวันเวลาที่ว่าง เพื่อจะได้ลางานมาเรียนให้น้อยที่สุด เธอกล่าวว่า บางครั้ง ลงทะเบียนเรียนสองวิชาที่สอบวันเดียวกันก็มี ผลสอบในปีหนึ่งออกมาเป็นที่น่าพอใจ สามารถสอบผ่านได้เป็นส่วนใหญ่

    พอเริ่มปีสอง วิชาเรียนเริ่มยากขึ้น คิดว่าการทำงานโรงงานหนักเกินไป และไม่เหมาะแก่การเรียน จึงตัดสินใจลาออกจากงานโรงงาน มาทำงานในร้านเซเว่นใกล้กับมหาวิทยาลัย ช่วงไหนที่เข้ากะดึกและกะบ่าย ก็จะหาโอกาสไปนั่งฟังคำบรรยายในชั้นเรียน ชีวิตตอนนั้น ไม่มีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียว เลยเข้าไปฝึกอบรมการพูด

    ที่ศูนย์พัฒนาการพูดรามคำแหง ทำให้มีเพื่อนมากขึ้น และก็ทำให้ดิฉันรู้สึกไม่อยากจะทำงานอีกต่อไป ประกอบกับช่วงนั้นมีโครงการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาจึงตัดสินใจลาออกและมากู้เงินเรียนแทน

    เธอเล่าต่อว่า ในสมัยเรียนที่รามคำแหง ได้มีโอกาสเรียนกับผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ท่านเป็นผู้จุดประกายความฝันทำให้อยากเป็นผู้พิพากษา โดยท่านบอกไว้ว่า การเป็นผู้พิพากษาต้องใช้ความสามารถเท่ๅนั้น ไม่มีการใช้เส้นสาย และการเลื่อนตำแหน่งก็เป็นไปตามระบบอาวุโส

    จากนั้นเธอจึงตั้งใจเข้าเรียนกับอาจารย์ทุกวิชา ได้อะไรจากที่อาจารย์ที่สอนมาเยอะมาก พอเรียนเสร็จก็ไปอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ ใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปี ก็ไปสอบเนติบัณฑิตไทย โดยใช้เวลา 1 ปี

    คุณลัดดาวรรณเล่าถึงเคล็ดลับในการเรียนว่า สำหรับนักศึกษารามคำแหงรู้ดีว่า เราต้องฝึกทำข้อสอบเก่า ฝึกเขียนข้อสอบกฎหมาย สมองเรามี 2 ส่วน คือ ส่วนถ่ายทอดข้อมูลกับรับข้อมูล ถ้าอ่านอย่างเดียวไม่เคยฝึกถ่ายทอดสมองก็จะวนไปวนมา ก็จะสอบไม่ผ่าน และหลังจากที่สอบเนติบัณฑิตไทยได้แล้ว

    ก็เข้าทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปพร้อมกับการสอบผู้พิพากษา ซึ่งดิฉันก็ได้ปฏิบัติธรรมไปด้วยการตื่นตี 4 มานั่งสมาธิ-สวดมนต์ทุกวันอ่านหนังสือทุกครั้งก็ใช้สมาธิ อ่านให้เข้าใจ เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ถ่ายทอดออกมาสั้นกระชับได้ใจความ

    บางครั้งก็คิดว่าเป็นเรื่องของโชคชะตา ต่อให้เราเตรียมตัวแค่ไหนก็อาจจะมีผิดพลาดได้ ตอนที่สอบผู้พิพากษา ทุกคนที่สอบจะต้องจบเนติบัณฑิตไทยและทำงานด้านกฎหมายมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี ต้องมีอายุ 25 ปีบริบูรณ์ ซึ่งสมัยที่สอบมีคนสอบประมาณ 6 พันคน คนที่สอบผ่านเกณฑ์มีแค่ 101 คน ดิฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น”

    คุณลัดดาวรรณยังกล่าวด้วยว่า เธอสามารถสอบเป็นผู้พิพากษาได้ตั้งแต่อายุ 27 ปี โดยเริ่มจากการอบรมเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา 2 ปี และเป็นผู้พิพากษาศาลแพ่ง 5 ปี รวมระยะเวลา 9 ปี จนมานั่งมาคิดอีกที

    ชีวิตก็เหมือนฝัน จากเด็กบ้านนอกแล้วกลายมาเป็นผู้พิพากษา เป็นชีวิตการทำงานที่มีความสุข เป็นความภูมิใจที่สุดในชีวิต เพราะเกินกว่าที่เธอคาดหวังไว้มาก จากนี้ต่อไปเธอจึงตั้งใจจะอุทิศชีวิตเพื่อรับใช้ประชาชนและบ้านเมือง

    สำหรับสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณลัดดาวรรณเดินมาถึงตรงนี้ได้นั้นก็คือ ยึดมั่นในคำที่ว่า “ถ้าวันไหนทุกสิ่งเกิดผิดพลาด ใจที่ดีจะนำสิ่งนั้นกลับคืนมา”

     

    แหล่งที่มา : eat543.com