เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ทหารต้องสละชีพของตนเพื่อปกป้องประเทศชาติ หลายต่อหลายครั้งที่เราต้องเห็นน้ำตาแห่งความสูญเสียของครอบครัวของเขา แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีเรื่องราวดีๆ อยู่ในความโชคร้ายนี้

“ผู้กองม่อน” สานต่อภารกิจสุดซึ้งกว่า 5 ปี เสียสละช่วยเหลือดูแลแม่พลทหารอย่างดี ด้วยความรักและผูกพันจนกลายเป็นแม่ลูกกันจริงๆ คำโบราณที่ว่า “เอาลูกเขามาเลี้ยง อย่าเมี่ยงเขามาอม” ความหมายคือเอาลูกของคนอื่นมาเลี้ยงเป็นลูกเป็นภาระรับผิดชอบที่หวังผลตอบแทนแน่นอนไม่ได้ ส่วนการเอาแม่คนอื่นมาเป็นแม่ตัวเองยังหาคำเปรียบเปรยไม่ได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ จ.เลย

เป็นเรื่องราวความดีงามที่ทุกคนในสังคมควรรับรู้ และควรยกย่องกับภารกิจที่สุดจะประทับใจของทหารนายหนึ่งคือ ร.อ.สุรกุล ดีปราศัย หรือม่อนหรือภูมิ ทหารฝ่ายการเงิน สังกัด ร.8 พัน.1 จ.เลย

ต้นเรื่องดีๆ เกิดขึ้นจากบุคคล 2 คนคือ พ.ท.วรวุฒิ สำราญ อดีต ผบ.ร.8 พัน 1 ค่ายศรีสองรัก จ.เลย ปัจจุบันตำแหน่ง พ.อ.เป็นรองเสนาธิการ รักษาราชการเสนาธิการ กองพลทหารราบที่ 3 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี จ.อุดรธานี และ ดร.สุภาวดี สำราญ หรืออาจารย์เก๋ ภรรยา พ.อ.วรวุฒิ อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร ม.ราชภัฏเลย

เล่าประสบการณ์ที่น่าชื่นชมกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่เสียสละความสุขส่วนตัวไปทำงานที่ไม่มีในตารางการทำงานเป็นเวลาถึง 5 ปี ดร.สุภาวดี บอกว่า เมื่อปี 55 พลทหารสำรวย สุพรรณเมือง กำลังพล ร.8.พัน 1 ค่ายศรีสองรัก สมัครเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ร้อย ร.8034 ฉก.ปัตตานี 21

เนื่องจากมีรายได้พิเศษ สามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวที่มีฐานะยากจน พลฯ สำรวยเป็นกำลังสำคัญเพียงคนเดียว กระทั่งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 57 เกิดเหตุคนร้ายยิงจุดตรวจ ชรบ.บ้านปลักใหญ่ หมู่.9 ต.ปากล่อ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี พร้อมกับลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วยเหลือ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้สูญเสีย 4 นาย หนึ่งในนั้นคือพลทหารสำรวย

หลังเกิดเหตุ พ.ท.วรวุฒิ บอกกับเก๋ว่า “เราต้องหาทางเยียวยาให้มากกว่าที่ทางกองทัพบกให้ตามระเบียบ เนื่องจากเห็นแม่พลฯ สำรวยยังตกอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจจากการจากไปของลูกชายที่เป็นที่รัก มีอาการซึมเศร้าตลอดเวลา ไม่ทานข้าวหลายวัน

จึงมอบหมายให้ ร.ต.สุรกุล ยศขณะนั้น นายทหารฝ่ายการเงิน ร.8 พัน.1 ที่เพิ่งมาบรรจุใหม่ ให้เข้าไปช่วยดูแลน.ส.เจ้า สุพรรณเมือง แม่ของพลฯ สำรวย วีรบุรุษผู้กล้าที่ อ.ผาขาว จ.เลย สักระยะหนึ่งจนกว่าอาการจะดีขึ้น

“ดร.เก๋” บอกต่อว่า ที่สามีและตัวเองเลือกหมวดม่อน เพราะสังเกตว่าเป็นคนอัธยาศัยดี ประนีประนอมจึงให้ประกบคอยปลอบใจดูแลอย่างดี จนเกินหน้าที่เกินคำสั่งที่ได้รับมอบหมายคือเดินทางไป-กลับ 160 ก.ม. ดูแลทั้งเช้า-เย็น กระทั่งแม่พลฯ สำรวยกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม เริ่มพูดคุยได้ สามีเลยเปรยไปว่า “อย่างนั้นเอ็งก็ไปเป็นลูกแม่เค้าเลยสิ”

กระทั่ง ร.อ.สุรกุลเข้าไปช่วย ทำไร่ ทำนา ปลูกผัก รับจ้างหารายได้เข้าบ้าน ทำมากกว่าลูกจริงเสียอีก เป็นผู้จัดการทุกสิ่งทุกอย่าง ดูแลเรื่องเงินที่ทางกองทัพบกเยียวยามาให้ โดยไม่ให้ญาติเข้ามายุ่งเกี่ยว ติดต่อไถ่ถอนที่ดินที่สามีเลิกร้างกันไปนำไปขายฝากกับนายทุนในอำเภอผาขาว

จนสามารถสร้างบ้านหลังใหม่บนที่ดินเดิม ภารกิจ 5 ปีสำหรับการที่เสียสละเข้าไปช่วยเหลือจนกลายเป็นแม่ลูกกันจริง ๆ อย่างไรก็ตามยังมีหน่วยงานยื่นมือช่วยเหลืออีกหลายแห่ง เช่น อำเภอผาขาว กองทัพบก เทศบาลตำบลโนนปอแดง มูลนิธิฯ ที่สำคัญคือ พ.อ. วรวุฒิ ที่ช่วยด้านการเงิน และดำเนินการทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ

ทั้งนี้ “ผู้กองม่อน” เขียนถึงความภาคภูมิใจ หลังทำหน้าที่กว่า 5 ปี ในฐานะลูกบุญธรรม โดยยกประโยคคำพูดของพลฯ สำรวยที่กล่าวไว้กับเพื่อนทหารที่ประจำการอยู่ที่ จ.ปัตตานีว่า “ถ้าหากวันหนึ่งผมเป็นอะไรไป ผมฝากแม่ผมด้วยนะครับ” ในสมุดบันทึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาว่า เกือบ 7 ปีที่ผมย้ายมาประจำที่จังหวัดเลย ปีแรกๆ คำบอกเล่าของกำลังพลที่รอดชีวิตกลับมาจากภาคใต้ ถึงบทสนทนาของเขากับพลทหารนายหนึ่ง

เมื่อครั้งที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนอยู่ด้วยกันนั้น เป็นคำสั้นๆ ง่ายๆ ที่สามารถแทรกซึมเข้าไปในดวงใจของผมได้อย่างประหลาด กระทั่งสิ้นเสียงระเบิดในกลางดึกครานั้น เจ้าของประโยคกินใจประโยคนี้ก็มอบลมหายใจคืนสู่แผ่นดินไปในที่สุด และเหมือนมีวาสนาต่อกัน ผมได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เป็นผู้คอยดูแล-เยียวยาสภาพจิตใจในช่วงแรกๆ แก่มารดาวีรบุรุษที่กำลังโศกเศร้าขีดสุด

แม่ผู้ที่จิตใจบอบสลาย ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในเพิงพักเก่าหลังป่าอ้อย เพิงผุๆ ที่แม่เรียกว่าบ้าน ท่ามกลางป่าอ้อยรกทึบ เพียงได้เห็นเป็นครั้งแรกแม้แต่ผู้ชายหนุ่มแน่นอย่างผมก็รู้สึกกลัว แต่แม่ก็อยู่มาได้ แต่ในวันที่หัวใจแม่บุบสลายแบบนี้ ชีวิตแม่ก็สุดแสนจะเปราะบางมิต่างอะไรกับบ้านหลังนั้น

ระยะทางไปกลับ 160 กิโลเมตรจากค่ายจนถึงบ้านแม่ ผมเดินทางมาดูแลท่านแทบจะทุกวัน ว่างเว้นไปก็ไม่เคยเกินสามวัน ความช่วยเหลือต่างๆ ทั้งจากกองทัพบก ประชาชนที่ทราบข่าว และกำลังใจจากสังคมต่างๆ บวกระยะเวลาที่ผ่านมาอย่างเหมาะสม คุณแม่เข้มแข็งขึ้น ทั้งกาย และใจ แต่ท่านก็ยังไม่สามารถฟังเพลง ทบ.2 ลูกอีสาน ได้จนจบเพลง

จวบจนปัจจุบันนี้ บ้านหลังใหม่ที่แข็งแรงปลอดภัยของแม่ก็สำเร็จแล้ว ที่ดินที่แม่เคยสูญเสียไป เราก็เอากลับคืนมาให้แล้ว สุขภาพที่อ่อนแอของแม่ เราก็ช่วยเยียวยารักษาจนแข็งแรงแล้ว สิทธิอันพึงมีต่างๆ ของแม่เราก็ดูแลให้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เราไม่รู้หรอกนะว่าประโยคที่สั่งเสียไว้นายสั่งใครมา แต่เราก็ยินดี และเต็มใจที่จะทำให้นาย

เราในที่นี้หาได้หมายถึงฉันเพียงคนเดียวไม่ หากแต่หมายถึงเราทุกคน ทหารทุกคน ประชาชนทุกคน เอาเป็นว่าทุกๆ คนในประเทศไทยนี้แหละ เราจะไม่ทอดทิ้งแม่ของนาย พลทหารสำรวยพลีชีพที่ปัตตานีไปตั้งแต่ผมยศร้อยตรี จนบัดนี้ผมจะพันตรีละ จนต้นมเหสักข์ของผู้บังคับบัญชาที่ปลูกไว้เมื่อคราวขึ้นบ้านใหม่เติบโตสูงใหญ่ขนาดนี้ละ แต่แม่ของนายก็ยังอยู่กับเรานะ ไม่ต้องห่วงเลย…..#สำรวย สุพรรณเมือง

 

แหล่งที่มา: kasettoday.com