สื่อญี่ปุ่นชี้ “นายพลไทย” ล้นกองทัพ แถมหลังเกษียณยังทำงาน และรับตำแหน่งที่ทำเงินต่อได้

    3221

    วันนี้เราจะมาติดตามเรื่องราวที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม เมื่อ นิตยสาร นิคเคอิ เอเชียน รีวิว ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความที่ใช้ชื่อว่า “ประเทศไทย ดินแดนแห่งนายพลนับพัน” โดยอ้างงานวิจัยว่า ไทยมีนายพล 1 นาย ต่อทหารยศที่ต่ำลงมาทุก ๆ 600 นาย ถือเป็นสัดส่วนสูงกว่าประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีนายพล 1 นาย ต่อทหาร 1,600 นาย

    อย่างไรก็ดี นิตยสารฉบับนี้ระบุว่า หากดูข้อมูลจากราชกิจจานุเบกษาของไทย ในปี 2562 มีการเลื่อนยศทหารขึ้นเป็นนายพล 789 นาย น้อยกว่าเมื่อปี 2557 ที่ 980 นาย และปี 2560 ที่ 944 นายอยู่มาก

    ด้านโฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย ชี้แจงกับบีบีซีไทยถึง 3 เหตุผลที่ทำให้นายพลล้นกองทัพ เพราะกองทัพไทยไม่ใช่กองทัพสมัยใหม่ แต่เป็น “แมนพาวเวอร์”

    นายพลตกค้างจากยุคเร่งผลิตกำลังพลเพื่อต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์, ไม่มีระบบเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (เออร์ลี รีไทร์) ตามชั้นยศ แต่มีการแจกยศนายพล “เพื่อเป็นเกียรติประวัติก่อนเกษียณ”

    สำหรับบทความใน นิคเคอิ เอเชียน รีวิว ชิ้นนี้เขียนโดย ดอมินิก ฟอลเดอร์ นักข่าวมากประสบการณ์ชาวอังกฤษที่อยู่ในไทยมาหลายสิบปี เขาเป็นผู้แต่งหนังสือชีวประวัตินายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้แต่งร่วมหนังสือพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

    นิคเคอิ เอเชียน รีวิว อ้างถึงงานวิจัยเมื่อปี 2558 ของ พอล เชมเบอร์ส นักวิชาการชาวสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกองทัพไทย พบว่า ไทยมีทหารประจำการอยู่ 306,000 นาย และทหารกองหนุน 245,000 นาย รวมเป็น 551,000 นาย คิดเป็น 0.8% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

    ส่วนเหตุที่สหรัฐฯ มีนายพลน้อยนั้น เป็นเพราะสภาคองเกรสได้จำกัดจำนวนไว้

    นิคเคอิ เอเชียน รีวิว รายงานด้วยว่า นักวิเคราะห์ต่างชาติคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ไทยมีทหารยศ “พลเอก” เพียง 150-200 นาย ที่มีตำแหน่งบังคับบัญชาจริง ๆ และสำหรับประเทศอื่น ๆ ทหารระดับ “นายพัน” จะทำหน้าที่หลาย ๆ อย่างที่นายพลทหารไทยเป็นผู้รับผิดชอบ

    หน้าที่ที่ไม่สอดคล้องกับตำแหน่งนี้เองได้ก่อให้เกิดประเด็นด้านหลักพิธีการทูตในช่วงปี 1980-1990 (ปี พ.ศ. 2523-2533) เมื่อทหารไทยและพม่าต้องเจรจาสื่อสารกันมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณชายแดน แล้วพม่าส่งทหารที่ยศต่ำกว่าไปพบทหารไทย

    เงินเดือนของทหารไทยไม่มากนัก อยู่ที่ราว 6 หมื่นบาทต่อเดือนสำหรับทหารยศ “พลตรี” แต่ทหารอาวุโสที่มีตำแหน่งบังคับบัญชาจะได้เงินมากกว่านี้ เพราะมีเงินตำแหน่งด้วย ส่วนทหารที่ไม่มีตำแหน่งบังคับบัญชาก็อาจจะเสียรายได้ไป

    ผบ.เหล่าทัพ เข้าชี้แจงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของหน่วยงานต่อ กมธ. งบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 28 พ.ย. 2562

    นิตยสารฉบับนี้ยังบอกอีกว่า ทหารไทยเกษียณอายุตอน 60 ปีเช่นเดียวกับข้าราชการประเภทอื่น ๆ แต่พวกเขาสามารถมี “งานที่สอง” ได้

    เช่น ตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจที่ทำเงินมหาศาลกว่า 50 แห่ง อาทิ การบินไทย กองทัพไทยมีอำนาจจัดการที่ดินมากกว่าหน่วยงานหรือองค์กรใด ๆ ในประเทศ และยังเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างโจ่งแจ้งอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์หรือสถานีวิทยุ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของประเทศ

    ตามรัฐธรรมนูญไทย การมีอยู่ของกองทัพเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และอธิปไตยของชาติ แต่กองทัพไทยยังถูกกำหนดอีกบทบาทหนึ่งไว้ด้วยตามมาตรา 52 ของรัฐธรรมนูญคือให้ใช้กำลังทหารเป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย

    ซึ่งจะเห็นได้ว่ากองทัพเข้าไปมีบทบาทในงานส่วนของข้าราชการฝ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม ป่าไม้ การสร้างอาคารสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล

    นิตยสารนิคเคอิ เอเชียน รีวิว ทิ้งท้ายว่า คำถามว่ากองทัพไทยพร้อมสำหรับหน้าที่หลักคือการปกป้องประเทศหรือไม่ ยังเป็นที่สงสัย เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีความเสี่ยงต้องรับมือกับประเทศศัตรูแต่อย่างใด

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองทัพไทยถูกนำไปเปรียบเทียบในเชิงจำนวนกับกองทัพสหรัฐฯ ตลอดปี 2562 ได้เกิดความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากนักการเมืองสังกัดพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่เสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างกองทัพให้เป็น “กองทัพในศตวรรษที่ 21”

    หนึ่งในแนวทางนั้นคือการปรับลดกำลังพลลง 40% หรือจาก 330,000 นาย เหลือ 170,000 นาย และลดนายพลลง 4 เท่าตัว จาก 1,600 นาย เหลือ 400 นาย ทั้งนี้ อนค. อ้างว่าหากมีการลดขนาดกองทัพจะทำให้มีงบประมาณ 50,000 ล้านบาท ไปสร้างรัฐสวัสดิการเพื่อประชาชน

    พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ต้องยอมรับว่ากองทัพไทยไม่ใช่ “กองทัพสมัยใหม่” เหมือนกองทัพสหรัฐฯ

    ซึ่งใช้เทคโนโลยีทันสมัยและระบบดิจิทัลควบคุมบังคับบัญชา อย่าง C4ISR (Command, Control, Communications, Computers, Intelligence, Surveillance, Reconnaissance)

    “เทคโนโลยีของเรายังไม่ได้ล้ำสมัຍเหมือนเขา อๅวุธที่ใช้ก็ยังเป็นสมัยสงครามโลก เรายังเป็นแมนพาวเวอร์ (ใช้กำลังคน)… หากเราเติมเทคโนโลยี เติมอๅวุธให้ทันสมัย ก็จะทำให้ลดกำลังพลลงได้ตามสมควร

    แต่พอกองทัพจะจัดซื้ออๅวุธเข้ามา ก็กลายเป็นว่านี่ไงซื้ออๅวุธอีกแล้ว ทั้งที่ความจริงเราซื้ออๅวุธเพื่อลดคน เพราะถ้าไปลดคนก่อนแล้วอๅวุธยังไม่เข้ามา มันอันตราย” โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

    พล.ท.คงชีพกล่าวต่อไปว่า อีกเหตุผลที่นายพลทหารไทยมีมาก เพราะภารกิจหลักของกองทัพคือการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทำให้กองทัพต้องผลิตกำลังพลจำนวนมากเพื่อรองรับภารกิจ

    โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2515 ซึ่งรัฐไทยต้องต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ แม้ปัจจุบันสถานการณ์นี้จะคลี่คลายไปแล้ว แต่ก็ยังมีภารกิจรักษาดินแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านและบางส่วนยังมีกรณีพื้นที่ทับซ้อน

    “การผลิตนักเรียนทหาร ไม่ใช่จู่ ๆ กองทัพจะคิดผลิตเอง แต่เกิดจากรัฐบาลเป็นผู้กำหนดให้ขนาดกองทัพเล็กหรือใหญ่ตามแต่ภัยคุпคามที่เกิดขึ้น และคนเหล่านี้ เมื่อผลิตมาแล้วเขาก็ต้องอยู่กับกองทัพจนเกษียณ

    เพราะเรายังไม่มีระบบเออร์ลี รีไทร์ เหมือนกองทัพสหรัฐฯ และอังกฤษ ซึ่งมีระบบ ‘เออร์ลีตามชั้นยศ’ เพื่อให้คนสามารถออกระหว่างทาง แล้วมีสวัสดิการและค่าตอบแทนให้ มีงานให้ทำ นี่คือจุดต่างอีกจุดหนึ่ง” พล.ท.คงชีพกล่าว

    อย่างไรก็ตามนายทหารยศ “พลโท” ผู้เป็นกระบอกเสียงของกระทรวงกลาโหมกล่าวยอมรับว่า การให้ยศ “นายพล” แก่นายทหารหลายคน “เพื่อเป็นเกียรติประวัติก่อนเกษียณเท่านั้u

    โดยถือเป็นการตอบแทนคนที่ไม่ได้ทำผิด ทำชั่ว และเคยผ่านสมรภูมิมา” แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งตำแหน่งที่จะขึ้นไปกลายเป็นยอดพีระมิด จาก 3 คน เหลือ 1 คน จึงมีระบบ “เออร์ลีขั้นปลาย”

    โดยเสนอยศ “นายพล” ให้แก่ “พันเอกพิเศษ” ผู้มีอายุราชการเหลือ 3 ปี มีผลการปฏิบัติราชการดี ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย และสมัครใจเออร์ลี รีไทร์ ดังนั้นคำนำหน้าชื่อเขาอาจเป็นนายพล แต่ตัวเขาไม่ได้อยู่ในราชการแล้ว พร้อมยืนยันว่า เงินเดือนของ “นายพล” กับ “พันเอกพิเศษ” แทบจะไม่ต่างกันเลย คืออยู่ในช่วง 60,000 บาทเศษ

    แต่ถึงกระนั้น พล.ท.คงชีพระบุว่า กองทัพมีแผนยุทธศาสตร์ปรับลดขนาดกำลังพลลง โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2572 กำลังพลน่าจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งโดยประมาณ ซึ่งทำให้จำนวนนายพลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิลดลงตามไปด้วย คงเหลือแต่นายพลในสายบังคับบัญชาที่เป็นตำแหน่งหลัก

    “เราค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ อย่างสมัยผมเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร มีนักเรียนทหารบกปีละ 350 คน เดี๋ยวนี้เหลือ 150 คน ส่วนนักเรียนนายเรือและนายเรืออากาศก็ลดลงครึ่งหนึ่งจากเดิม 150 คน นั่นหมายความว่านายพลก็จะลดตามอัตราส่วนอยู่แล้ว” โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

    ส่วนการปรากฏชื่อของนายพลในฐานะบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ พล.ท.คงชีพประเมินว่ามีเพียงส่วนน้อยไม่ถึง 5% ของทหารเกษียณ “ทหารส่วนใหญ่เกษียณแล้วก็ไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน รดน้ำต้นไม้ เว้นบางส่วนที่ได้รับเลือกไป”

    เช่น นายทหารอากาศก็อาจมีบ้างที่ไปเป็นบอร์ดการบินไทย นายทหารสื่อสารที่ดูแลระบบสื่อสารโทรคมนาคม เกษียณแล้วอาจไปอยู่สถานีโทรทัศน์ ททบ. 5 หรือนายทหารเรือบางนายไปอยู่การท่าเรือ

    แหล่งที่มา: bbc

    เรียบเรียงโดย item2day.com