วันนี้เราขอนำเสนอเรื่องราวของ ชีวิตหลังเกษียณของ “อดีตผู้นำญี่ปุ่น” ใช้ชีวิตเรียบง่ายขี่จักรยานซื้อของ ไม่ได้หรูหรา อยู่แบบพอเพียง

เมื่อไม่นานมานี้ทางเว็บไซต์ต่างประเทศได้เปิดเผยเรื่องราวชีวิตหลังเกษียณของ “อดีตผู้นำญี่ปุ่น” ใช้ชีวิตเรียบง่ายขี่จักรยานซื้อของ ไม่ได้หรูหรา อยู่แบบพอเพียง โดยนักวิชากรคนหนึ่งที่ได้กล่าวว่าประเทศใดบนโลกที่ผู้นำประเทศหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตนประเทศนั้นก็จะล่มจม

หากตรงกันข้ามประเทศชาติก็จะมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่า มีผู้นำประเทศหลายคนบนโลกที่ต่างใช้ชีวิตสุขสบายและร่ำรวยหลังจากพ้นตำแหน่ง แต่สำหรับอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นท่านนี้กลับมีชีวิตอันแสนจะเรียบง่าย และเรียกได้ว่าไม่ร่ำรวยอย่างที่ใครคิดไว้

“Tomiichi Murayama” อดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่ยื่นลาออกจากตำแหน่งหลังจากรับหน้าที่ได้ไม่กี่ปี ปัจจุบันเขาเกษียณและอยู่ในวัยชรา อาศัยอยู่ที่บ้านเกิดในเมืองโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น

หลังจากที่ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ไปหาเขา ท่านก็รับสายด้วยตัวท่านเอง เมื่อบอกว่าจะขอไปเยี่ยมที่บ้าน เขาก็ตอบว่าดีใจมาก โดยนัดไว้ตอนช่วงกลางวันของวันถัดไป เมื่อขับรถไปถึงหน้าบ้านท่านอดีตนายกฯ ปรากฏว่าท่านเพิ่งจะขี่จักรยานมาถึงบ้านพอดี เมื่อเห็นว่าพวกเรามาถึงแล้วก็รีบลงจากจักรยาน ผมจึงถามท่านว่าไปไหนมา และได้รับคำตอบว่า

“ภรรยาที่บ้านปวดเอว ผมจึงไปซื้อผักกับยาที่ซูเปอร์มาร์เก็ต” ทำให้เราต่างตกใจว่าท่านอายุขนาดนี้ และเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แต่ทำไมต้องทำสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองด้วย

เมื่อเราเดินเข้าไปในตัวบ้าน พบว่าบ้านหลังนี้ไม่แตกต่างไปจากเมื่อสองปีที่แล้วเลย หน้าบ้านยังคงดูสะอาดและภายในบ้านก็ดูคับแคบเหมือนเดิม ท่านเล่าว่าบ้านหลังนี้สร้างในยุคเมจิ มีอายุยาวนานถึง 130 ปีแล้ว ในพื้นที่ใกล้เคียงมีเพียงบ้านหลังนี้เหลืออยู่เท่านั้น ที่เหลือถูกทำลายจนหมด “บ้านหลังนี้เป็นหลังที่โชคดี เพราะผมซื้อมันไว้”

อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของญี่ปุ่น ในวันนี้เธอเป็นเพียงสตรีชราที่ดูใจดี เธอนำน้ำชามาให้พร้อมกับขนมใส้ถั่วแดง จากนั้นก็โค้งคำนับทักทายอย่างเป็นกันเอง

ผมหยิบกล่องใบชาผู่ถัวซานจากเมืองจีนให้แก่ท่านเป็นของขวัญ โดยบอกว่าเป็นของมีชื่อจากเมืองตานซาน มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน และเป็นของขวัญจากนายกเทศมนตรีเมืองตานซานมอบให้แก่ผม ท่านอดีตนายกฯรับกล่องชาและแสดงความดีใจ พูดว่า “ชาของพระก็คือชาชั้นเซียน”

ท่านเล่าว่ามีพี่น้องทั้งหมด 11 คน เป็นลำดับที่ 6 สมัยเด็กครอบครัวยากจนมาก พ่อเป็นชาวประมงจึงไม่มีเวลาเลี้ยงดูสั่งสอนลูกๆ เพราะเขาเป็นคนที่หก พ่อแม่จึงไม่ได้คาดหวังอะไรจากเขามาก และเลี้ยงดูแบบปล่อยมาตลอด

หลังจากเรียนจบชั้นประถม ญาติก็พาท่านมาที่โตเกียว เพื่อมาทำงานในโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง ทำให้ต้องทำงานในช่วงกลางวัน และเรียนในช่วงค่ำทุกวัน จากนั้นก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมจิในคณะรัฐศาสตร์ได้

ท่านเล่าว่า “พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ถูกเรียกไปเป็นทหารบกในยศสิบโท” แต่ที่โชคดีก็คือก่อนที่จะถูกเรียกไปสงคราม ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้เสียก่อน เมื่อโตเกียวถูกทิ้งระเบิดจนราบ เขาก็เดินทางกลับไปยังบ้านเกิด

สิ่งที่ท่านเสียดายมากที่สุดนั่นคือ ในชีวิตนี้ยังไม่เคยทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชนเลย หลังจากที่เขากลับถึงบ้านเกิด เขาก็ทำงานเป็นเลขาของสมาคมเยาวชนชุมชนประมงของจังหวัดโออิตะ

จากนั้นเขาก็ได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรของชุมชนและเมืองตามลำดับ ในปี 1972 เขาก็ได้รับเลือกเป็น สมาชิกวุฒิสภา ต่อมาปี 1992 เขาก็ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ในปี 1994 เขาได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 81 ของญี่ปุ่น และเป็นผู้นำคนแรกของญี่ปุ่นที่ออกมากล่าวขอโทษถึงเรื่องการทำสงครามที่จีนในอดีต

ท่านเล่าว่า “ตอนนั้นสงครามผ่านครบ 50 ปีพอดีก็เลยอยากทำ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีโอกาสได้เริ่มทำอีกแล้ว” คำพูดเพียงสั้นๆแต่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ และความรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์

บ้านของท่านไม่ได้หรูหราเหมือนอย่างที่ใครหลายคนคิดไว้ ไม่มีเลขาคอยช่วยทำงาน ไม่มีคนรับใช้ มีเพียงภรรยาอายุเกือบ 90 ปีเพียงคนเดียว ทั้งคู่ใช้ชีวิตเหมือนอย่างประชาชนแสนธรรมดาคนหนึ่ง

ท่านตื่นนอนตอนตี 5 ทุกวันแล้วเดินเหยาะไปที่สวนสาธารณะใกล้เคียง เพื่อออกกำลังกายร่วมกับคนอื่น และคุยกับเพื่อนวัยชราเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงทุกวัน นี่คือสาเหตุว่าทำไมเขาจึงมีสุขภาพแข็งแรง

เมื่อเราถามว่าอดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นมีสวัสดิการหลังเกษียณอย่างไรบ้าง เขาตอบว่า “ไม่มีอะไรเลย…” ทั้งที่อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาได้รับสวัสดิการมากมายจากรัฐบาล แต่สำหรับญี่ปุ่นได้รับเพียงเบี้ยเลี้ยงคนชราเหมือนอย่างประชาชนทั่วไป และยังต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองอีก 30% อีกด้วย

ไม่เหมือนกับชีวิตหรูหราหลังเกษียณแบบของผู้นำประเทศอื่นเลย ที่ผ่านมาท่านใช้ชีวิตด้วยเงินบำเหน็จที่ได้รับจากรัฐบาลเพียงไม่กี่สิบล้านเยนเท่านั้น เมื่อใกล้ถึงเวลาเที่ยงวัน ภรรยาของท่านก็บอกว่าจะไปทำกับข้าวให้ แต่ผมอยากเชิญพวกท่านไปเลี้ยงอาหารข้างนอกมากกว่า ท่านจึงโทรศัพท์ไปจองโต๊ะร้านซูชิเจ้าประจำให้พวกเราอีกด้วย จากนั้นเราก็เดินทางไปด้วยรถแท็กซี่

ขณะที่โดยสารในรถแท็กซี่ ผมได้ถามคนขับรถว่ารู้จักท่านผู้อาวุโสคนนี้ไหม เขาตอบว่าคนทั้งชุมชนโออิตะรู้จักเขาทุกคน เขาเป็นเหมือนสมบัติของเมือง เราเรียกเขาว่า とんちゃん (ชื่อเล่น) หลังจากเข้ามาในร้านซูชิโต๊ะข้างในสุด

เป็นโต๊ะประจำที่ท่านมักมาทาน มีพื้นที่ค่อนข้างเล็กสำหรับสี่คน เจ้าของร้านเดินเข้ามาและพูดว่า ท่านมาทานอาหารที่ร้านตั้งแต่ที่ท่านเป็นสมาชิกผู้แทนชุมชน ไม่ต้องสั่งเราก็รู้ดีว่าเขาจะทานอะไร

ไม่แปลกใจที่เขาไม่จำเป็นต้องมีบอดี้การ์ดส่วนตัวเลย เพราะคนทั้งเมืองต่างยกย่องนับถือเขา และนั่นคือบอดี้การ์ดที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าท่านจะมีอายุเกือบ 90 ปีแล้ว แต่ทุกปีท่านจะต้องไปเยี่ยมประเทศจีนอยู่หลายครั้งในนามตัวแทนพรรคการเมืองหรือบริษัท ท่านพูดว่า “หลังจากที่ผมเกษียณแล้ว ผมไปประเทศจีนบ่อยที่สุด ดังนั้นความสัมพันธ์จีนญี่ปุ่นจึงต้องดีอย่างแน่นอน ผมชอบประเทศจีน”

ก่อนจากกัน ท่านยังได้บอกผมทิ้งท้ายเอาไว้อีกว่า “เงินค่าซูชิคืนให้แก่คุณ มื้อนี้ขอให้ผมจัดการเอง” ทำเอาผมประทับใจจนเกือบกลั้นน้ำตาไม่อยู่…

 

แหล่งที่มา : Liker